LGT กลุ่มธุรกิจไพรเวทแบงกิ้งและการบริหารสินทรัพย์ระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นของราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปีการเงิน 2568 โดยสะท้อนการเติบโตที่โดดเด่นและความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รายได้จากการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 9% อยู่ที่ 2.90 พันล้านฟรังก์สวิส ขณะที่กำไรสุทธิของกลุ่มเพิ่มขึ้น 25% แตะระดับ 445.6 ล้านฟรังก์สวิส ด้านสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets
under Management: AUM) เพิ่มขึ้นเป็น 386.1 พันล้านฟรังก์สวิส (เพิ่มขึ้น 5%) โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนสุทธิไหลเข้ามูลค่า 11.4 พันล้านฟรังก์สวิส LGT ยังคงมุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ควบคู่กับการขยายขีดความสามารถด้านดิจิทัล เพื่อส่งมอบโซลูชันการลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายช่วงวัยและการบริหารความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยภาพรวม ตลาดการเงินโลกในปี 2568 ยังคงมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับช่วงเวลาที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในสถานการณ์ดังกล่าว LGT ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตระยะยาวอย่างมีวินัย โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินธุรกิจในตลาดหลักทั่วโลก พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า
รายได้จากการดำเนินงานรวมของกลุ่มเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 2.90 พันล้านฟรังก์สวิส โดยมีปัจจัยจากการเข้าซื้อธุรกิจ Private Advice ของ Commonwealth Bank of Australia ซึ่งเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของ LGT เพิ่มขึ้น 12% สู่ระดับ 1.97 พันล้านฟรังก์สวิส จากฐานสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นและกิจกรรมการลงทุนของลูกค้าที่มากขึ้น ขณะที่รายได้จากการซื้อขายและรายได้จากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 621.7 ล้านฟรังก์สวิส ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12% เหลือ 307.7 ล้านฟรังก์สวิส จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง
ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น 10% อยู่ที่ 1.77 พันล้านฟรังก์สวิส โดยมีปัจจัยหลักจากการเข้าซื้อธุรกิจ Private Advice ของ Commonwealth Bank of Australia รวมถึงค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
สอดคล้องกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัท จำนวนพนักงานของกลุ่มโดยรวมยังคงอยู่ในระดับทรงตัวที่ 5,891 อัตราเทียบเท่าพนักงานประจำ (FTE) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 (31 ธันวาคม 2567: 5,825 FTE) โดยในจำนวนนี้มีพนักงานเพิ่มขึ้น 37 FTE จากการเข้าซื้อกิจการในออสเตรเลีย
ด้านค่าใช้จ่ายด้านธุรกิจและสำนักงานลดลง 3% อยู่ที่ 453.7 ล้านฟรังก์สวิส หลังจากโครงการพัฒนาและขยายธุรกิจหลายโครงการเข้าสู่ระยะของการรวมและปรับประสิทธิภาพ ขณะที่ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และเงินสำรอง ลดลง 3% อยู่ที่ 147.4 ล้านฟรังก์สวิส
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-Income Ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 76.8% ณ สิ้นปี 2568 จากระดับ 78.0% ในปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิของกลุ่มเพิ่มขึ้น 25% อยู่ที่ 445.6 ล้านฟรังก์สวิส นับเป็นผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของ LGT ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มอยู่ที่ 5.5 พันล้านฟรังก์สวิส ลดลงจาก 6.0 พันล้านฟรังก์สวิสในปีก่อนหน้าสะท้อนการจ่ายเงินปันผลพิเศษจำนวน 703 ล้านฟรังก์สวิสให้แก่เจ้าของบริษัท หรือราชวงศ์ลิกเตนสไตน์ สำหรับปีการเงิน 2568 ทั้งนี้ LGT ยังคงมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 อยู่ที่ 19.2% ณ สิ้นปี 2568 และยังคงมีระดับสภาพคล่องสูง
สินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพิ่มขึ้นแตะ 386.1 พันล้านฟรังก์สวิส
ในปี 2568 LGT สามารถสร้างเงินลงทุนสุทธิใหม่ได้จำนวน 11.4 พันล้านฟรังก์สวิส คิดเป็นอัตราการเติบโต 3.1% โดยทั้งธุรกิจ Private Banking และ Asset
Management มีส่วนช่วยสร้างเงินทุนไหลเข้าดังกล่าว ขณะที่ ณ สิ้นปี 2568 สินทรัพย์ภายใต้การบริหารอยู่ที่ 386.1 พันล้านฟรังก์สวิส เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนสุทธิไหลเข้า
รวมถึงผลการดำเนินงานของตลาดและการลงทุนที่แข็งแกร่ง ตลอดจนสินทรัพย์มูลค่า 2.9 พันล้านฟรังก์สวิสที่เพิ่มเข้ามาจากการเข้าซื้อกิจการในออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การเติบโตบางส่วนลดลง แนวโน้มในอนาคต LGT ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มในปีข้างหน้า แม้จะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ท้าทาย รวมถึงตลาดการเงินที่ยังคาดการณ์ได้ยาก
การเสริมความแข็งแกร่งในตลาดเดิม
รวมถึงการสร้างประโยชน์ร่วมกัน และการประหยัดจากขนาดจากการลงทุนเพื่อการเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นแนวทางสำคัญของ LGT ปัจจุบัน LGT มีสำนักงานในประเทศเยอรมนีในฮัมบวร์ค แฟรงก์เฟิร์ต โคโลญ และดุสเซลดอร์ฟ และตั้งแต่ต้นปี 2569
LGT ได้เปิดสำนักงานในมิวนิก ทำให้เครือข่ายของบริษัทครอบคลุมเมืองหลักด้านไพรเวทแบงกิ้งในเยอรมนี นอกจากนี้ ในปี 2568 LGT Capital Partners ยังได้จัดตั้งสำนักงานในสิงคโปร์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินธุรกิจในภูมิภาค
LGT จะยังคงเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน
รวมถึงการพัฒนาด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ขณะเดียวกัน ในช่วงที่การถ่ายโอนความมั่งคั่งระหว่างรุ่นมีความสำคัญต่อผู้ลงทุนทั่วโลกมากขึ้นLGT จึงทำงานอย่างใกล้ชิดกับทายาทของลูกค้า โดยอาศัยประสบการณ์ของบริษัทในฐานะธุรกิจของครอบครัวที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
เจ้าชายแมกซ์ ฟอน อุนด์ ซู ลิกเตนสไตน์ ประธาน LGT กล่าวว่า “ปีการเงิน 2568 แสดงให้เห็นอีกครั้งว่ากลยุทธ์ระยะยาวที่เรายึดมั่นมาตลอดได้สร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เราก็ยังสามารถสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบุคลากร คุณภาพของคำแนะนำที่มอบให้ลูกค้า ความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน และขีดความสามารถด้านดิจิทัล ในฐานะธุรกิจของครอบครัว เราดำเนินธุรกิจด้วยมุมมองระยะยาวจากรุ่นสู่รุ่น แนวคิดนี้เป็นแนวทางสำคัญในการตัดสินใจของเรา และเป็นรากฐานของความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับเรา”