บพท. หนุนเสริม มรภ.นครปฐม ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายสานพลังความรู้ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกระบวนการวิจัย ชู 2 โครงการ – ฟื้นชีพลมหายใจทวารวดีเมืองโบราณสู่ตลาดมีชีวิตด้วยทุนวัฒนธรรม และเนรมิตเศษวัสดุไร้ค่าเกษตรสู่อัญมณีล้ำค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ในชุมชนอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ปิยะวรรณ ปิ่นแก้ว คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ในฐานะรองหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของตลาดวัฒนธรรม จังหวัดนครปฐม ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า เป้าหมายของโครงการคือ การต่อยอด “ทุนวัฒนธรรมทวารวดี” ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เปลี่ยนองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เป็นผลิตภัณฑ์ การท่องเที่ยว กิจกรรมเรียนรู้สู่ ‘ตลาดวัฒนธรรมมีชีวิต’ ที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการดังกล่าวซึ่งมี ผศ.ดร.วิรัตน์ ปิ่นแก้ว อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยฯ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ได้มีการหลอมรวมบูรณาการองค์ความรู้จากนักวิจัยหลายสาขา อาทิ สาขาสังคมศึกษา, ออกแบบนิเทศศิลป์, พัฒนาชุมชน, ท่องเที่ยวและการโรงแรม, นาฏศิลป์และศิลปะการแสดง, การจัดการอาหาร ฯลฯ รวมถึง ดร.พรรณระพี บุญเปลี่ยน ผอ.สำนักศิลปะและวัฒนธรรม ฯลฯ โดยมีพื้นที่ในการทำวิจัย 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.ชุมชนดอนยายหอม 2.ชุมชนธรรมศาลาและชุมชนพระประโทณเจดีย์ 3.ชุมชนรอบพระปฐมเจดีย์และวัดพระงาม และ 4.ชุมชนพระประโทณเจดีย์และไร่เกาะต้นสำโรง โดยทั้ง 4 พื้นที่ล้วนแล้วมีความสำคัญทั้งจากหลักฐานทางโบราณคดีและโบราณสถาน

ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการของเฟสที่ 3 โดยในเฟสแรกเกิดข้อค้นพบจากมิติทางเศรษฐกิจ จากการนำทุนทางศิลปะและวัฒนธรรมมาร่วมกับผู้ประกอบการและนักออกแบบพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยทั้งอาหาร เครื่องแต่งกาย เบญจรงค์ งานจักสาน เซรามิก และงานสร้างสรรค์อื่น ๆ ส่วนเฟสที่สอง โครงการจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรม ชุมชนบ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม เกิดผลงานจากการออกแบบ ครอบคลุมกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายและกลไกบริหารตลาด การจัดตลาด “ทวารวดีมีชีวิตที่นครปฐม” การพัฒนาผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์ การสื่อสารอัตลักษณ์ผ่านศิลปะร่วมสมัย การสร้างสรรค์นาฎศิลป์ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว และเฟสที่สาม คือการพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจวัฒนธรรมบนฐานทุนวัฒนธรรมเพื่อสร้างความยั่งยืนของตลาดวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ผลจากการวิจัยทั้ง 2 เฟสที่ผ่านมา ถือว่ามีส่วนสำคัญในการจุดประกายและกระตุ้นให้ คนจังหวัดนครปฐม ตลอดจนผู้ประกอบการ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของการเป็นทวารวดีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า “ทุนวัฒนธรรมสร้างคุณค่าและมูลค่าได้จริง” มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ เกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัด เห็นได้จากผลลัพธ์ด้านมิติเศรษฐกิจจากการจัดตลาดวัฒนธรรมทวารวดีมีชีวิตที่นครปฐม ทั้ง 7 ครั้งที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 79 ร้านค้า รายได้ก่อนดำเนินกิจกรรมจำนวน 697,706 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 1,218,647 บาท คิดเป็นร้อยละ 16.9

รองหัวหน้าโครงการวิจัย ยังได้กล่าวต่อว่า งานวิจัยทั้ง 2 เฟส ยังได้ก่อให้เกิดงานทางด้านประเพณีและวัฒนธรรมในพื้นที่ด้วย อาทิ ประเพณีม้าหามนาค ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของชุมชน ตำบลดอนยายหอม เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ประเพณีดังกล่าวได้ถูกฟื้นขึ้นมาในการสืบสานกันอีกครั้ง รวมถึงประเพณีแห่นางแมวของชาวตำบลดอนยายหอม เป็นพิธีกรรมขอฝน ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากทุนวัฒนธรรมทราวดี จำนวน 21 ผลิตภัณฑ์ อาทิ กรณีของบ้านผอบไทยอาร์ท ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทางด้านหัตถศิลป์และพุทธศิลป์ ตำบลบางกระเจา อำเภอนครชัยศรี รวมถึงกลุ่มงานหัตถกรรมชุมชนลาวครั่งบ้านดอนรวกกับการผลิตงานจักสานจากหวายเทียม เป็นกลุ่มหัตถกรรมที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มสตรีที่ทำงานจักสาน ได้แก่ กระเป๋า ตะกร้า ภาชนะใส่ของ และตะกร้าใส่แก้วเยติ ซึ่งทางคณะวิจัยได้เข้าไปร่วมในการพัฒนาด้วย รวมถึงการพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เช่น กลุ่ม ‘Designer ยัง’ ที่ผลิตผ้าคลุมไหล่จากทุนวัฒนธรรมชุมชนบ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา และทุนวัฒนธรรมทวารวดี และ กลุ่ม ‘Young food innovator’ ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมบัวหิมะฟักถั่วงา เป็นต้น

สำหรับโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีแก้วและวัสดุศาสตร์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน ภายใต้กรอบการวิจัย “การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก” โดยมี รศ.ดร.ณัฐพล ศรีสิทธิโภคกุล จากสาขาวิชาวัสดุและอุปกรณ์การแพทย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า โจทย์วิจัยเริ่มจากจากผลกระทบที่กลุ่มเกษตรกรเผาใบอ้อยได้ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องมลพิษทางอากาศ PM 2.5 และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะของคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในพื้นที่ยังคงพึ่งพาอาชีพเกษตรกรรมและหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงด้านรายได้และขาดโอกาสในการยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยี ทำให้สูญเสียโอกาสในการยกระดับสินค้าเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่มีมูลค่าสูง

จากช่องว่างดังกล่าวจึงได้เกิดชุดโครงการวิจัยที่มุ่งแปลง “ภาระขยะ” การเกษตร อย่างเช่น ใบอ้อย เศษวัสดุที่ไร้ค่าเหลือทิ้งให้กลายเป็น “สินทรัพย์ในเชิงนวัตกรรม” โดยผ่านกระบวนการทางวัสดุศาสตร์ ตั้งแต่การพัฒนาสูตรแก้ว การออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องประดับไปจนถึงเรื่องการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนในระดับภูมิภาค ซึ่งได้รับงบสนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.)

ผลงานวิจัย พบว่า ขี้เถ้าจากใบอ้อยซึ่งเก็บตัวอย่างในจังหวัดนครปฐมและพื้นที่ใกล้เคียง มีซิลิกาเป็นองค์ประกอบหลักถึงร้อยละ 68.87 โดยน้ำหนัก และมีแคลเซียมออกไซด์อีกร้อยละ 18.98 ซึ่งเป็นสององค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการผลิตแก้วเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว จึงได้มีการออกแบบสูตรแก้วที่สามารถหลอมได้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 1,200 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิหลอมแก้วในอุตสาหกรรมทั่วไป ช่วยประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งทดลองเติมสารให้สีชนิดต่าง ๆ อาทิ ออกไซด์ของทองแดง โคบอลต์ โครเมียม ฯลฯ ในความเข้มข้นที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างเฉดสีแก้วที่หลากหลาย พร้อมทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางแสงอย่างเป็นระบบ

รศ.ดร.ณัฐพล ยังกล่าวต่อว่า ทางคณะวิจัยยังได้คิดค้นต่อยอดสู่ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องประดับจากแก้วใบอ้อย โดยศึกษาถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดนครปฐม ในยุคทวารวดี แล้วนำมาผสมผสานกับงานออกแบบร่วมสมัยให้เหมาะกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน จนได้ชุดผลิตภัณฑ์เครื่องประดับต้นแบบ ทั้งกำไล สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และต่างหู ที่มีจุดขายด้านเรื่องราวความเป็นมาควบคู่กับความงามของเนื้อแก้ว ประการสำคัญได้มีการวิเคราะห์ต้นทุนและจุดคุ้มทุนของธุรกิจอย่างละเอียด จนพบว่าการลงทุนในระบบเตาหลอมและอุปกรณ์การผลิตสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี และเมื่อผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดจริงสามารถจำหน่ายได้ในราคาประมาณ 200 – 500 บาทต่อชิ้น ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้ ขณะเดียวกันยังสร้างอัตรากำไรที่เหมาะสมให้แก่ผู้ผลิตในชุมชน

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานภายใต้แนวหลักคิดที่ว่า “การลดระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยี” (Technology Downscaling) ร่วมกับ “โมเดลการผลิตร่วม” (Co-production Model) กล่าวคือ ศูนย์ฯ จะทำหน้าที่ในการเป็นโรงงานต้นแบบที่ควบคุมกระบวนการหลอมวัตถุดิบชีวมวล ไม่ว่าจะเป็นขี้เถ้าใบอ้อย ขี้เถ้าแกลบ ฟางข้าว หรือขยะแก้วสี ด้วยเตาหลอมอุณหภูมิสูงและเครื่องมือควบคุมคุณภาพระดับห้องปฏิบัติการ จนได้เป็นแก้วก้อนมาตรฐานที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัย จากนั้นจึงส่งต่อให้ชุมชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำด้วยชุดเครื่องมือหัตถกรรมราคาประหยัด วิธีนี้จะช่วยให้ชุมชนฐานรากสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแก้วขั้นสูงได้ โดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนซื้อเตาหลอมอุณหภูมิสูงหรือเครื่องมือวิเคราะห์ราคาแพงด้วยตนเองควบคู่กับกลไกการผลิตร่วม

“การดำเนินงานของศูนย์ฯ จะครอบคลุมพื้นที่หลัก 2 แห่ง ได้แก่ กลุ่มตุ๊กตาแก้วถัก ตำบลบางกระเบา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยระดับครัวเรือนที่มีความชำนาญด้านงานแก้วอยู่แล้ว และเครือข่ายวิสาหกิจในตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเชื่อมโยงกับบริษัทไทยรุ่งเรืองคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาลรายใหญ่ที่ต้องเผชิญปัญหาปริมาณใบอ้อยเหลือทิ้งจากกระบวนการเผาใบอ้อยเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในมิติของผู้ประกอบการขนาดใหญ่นั้น ศูนย์ฯ ได้ขยายความร่วมมือไปถึงภาคเอกชนระดับสากล โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านงานวิจัยกับบริษัท แพนดอร่า โพรดักชั่น จำกัด ซึ่งเป็นฐานการผลิตเครื่องประดับอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในนามแบรนด์ Pandora ตั้งอยู่ในจังหวัดลำพูน เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรสำหรับเป็นวัตถุดิบทางเลือกในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยฐานรากจากใบอ้อยเหลือทิ้งสามารถเชื่อมโยงไปถึงห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมระดับโลกได้”

ด้าน รศ.ดร.อุเทน คำน่าน รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า บพท. ให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาพื้นที่ด้วยองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ผ่านกลไกของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและรายได้ไปสู่ประชาชน

โครงการวิจัยทั้งสองของ มรภ.นครปฐม ถือเป็นการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ มีความเชื่อมโยงกัน และมีเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแก่ชุมชนในพื้นที่ โดยใช้ชุดความรู้จากงานวิจัย ไปออกแบบการพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ และประยุกต์การใช้ฐานทุนทางวัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรในพื้นที่ เพื่อให้ผลงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านกระบวนการวิจัย สะท้อนรูปธรรมของการสานพลังความรู้จากงานวิจัย เข้ากับพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ สร้างมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มีความมั่นคง

https://www.kaosanOnline.com/?p=99187

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *