งานฟินเทคชั้นนำระดับโลกและเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการเงิน ได้จัดเวทีประชุม Policy20 ขึ้นภายในงาน Money20/20 Asia ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 เมษายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย Policy20 ได้รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้นำอุตสาหกรรมชั้นนำกว่า 80 รายจากทั่วเอเชีย มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองของเทคโนโลยี การเงิน และกฎระเบียบ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นของแนวทางความร่วมมือในการรับมือกับภูมิทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโปรแกรม คือการหารือพิเศษเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ว่าการและประธานองค์กร ภายใต้หัวข้อ “Sovereign Intelligence” ซึ่งผู้นำด้านนโยบายระดับสูง หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน และผู้ว่าการธนาคารกลาง ได้หารือร่วมกันภายใต้กติกา Chatham House Rule เพื่อรับมือกับความท้าทายในการรักษาอธิปไตยด้านนโยบายของประเทศ ท่ามกลางยุคของ AI และการเงินดิจิทัล

สรุป 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่:

  1. อธิปไตยผ่านมาตรฐานเชิงกลยุทธ์ (Sovereignty via Strategic Standards): การรักษาอธิปไตยด้านนโยบายของประเทศทำได้ดีที่สุดผ่านการมีส่วนร่วมเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานระดับโลก เพื่อให้คุณค่าและบริบทของภูมิภาคสะท้อนอยู่ในโครงสร้างของระบบการเงินยุคถัดไป
  2. ความมั่นคงร่วมกัน (Harmonised Resilience): โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินข้ามพรมแดนในอนาคตควรถูกพัฒนาบนหลักการกำกับดูแลร่วมกัน โดยยังคงเคารพบริบทและลำดับความสำคัญของแต่ละประเทศ
  3. การกำกับดูแลเชิงรุก (Proactive Oversight): สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวสู่ “การกำกับดูแลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญา (Intelligence-Led Governance)” โดยใช้ประโยชน์จาก AI และเครื่องมือข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบการเงินในระดับประเทศ

คุณ Ian Fong, VP of Content – Asia ของ Money20/20 กล่าวว่า: “ข้อสรุปในวันนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำด้านนโยบายและหน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาค กำลังก้าวจากการเฝ้าสังเกต สู่การกำกับดูแลที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับปฏิบัติการ พวกเขาไม่ได้เพียงบริหารจัดการเทคโนโลยี แต่กำลังกำหนดกรอบแนวทางของ sovereign intelligence เพื่อปกป้องอนาคตของระบบการเงินโลก”

การเปลี่ยนผ่านสู่ความร่วมมือและความเชื่อมั่น

ประเด็นสำคัญจากเวที Policy20 คือ อนาคตของระบบการเงินในเอเชียจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเชื่อมั่น ความร่วมมือ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะควบคู่กันไป

หนึ่งในข้อค้นพบที่โดดเด่น คือการเปลี่ยนผ่านของทั้งอุตสาหกรรมจากการกำกับดูแลแบบดั้งเดิม ไปสู่แนวทางการพัฒนาแบบร่วมมือ (co-creation) มากขึ้น โดยหน่วยงานกำกับดูแลเริ่มปรับบทบาทจาก “ผู้บังคับใช้” ไปสู่ “ผู้สนับสนุน” ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการออกแบบกรอบการดำเนินงานที่สามารถปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากแนวทางที่ยึดตามข้อกำหนดแบบตายตัว ไปสู่การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ

ขณะเดียวกัน “ความเชื่อมั่น” ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของนวัตกรรมทางการเงิน เมื่อระบบนิเวศดิจิทัลขยายตัวมากขึ้น ความเชื่อมั่นจึงเกิดจากระบบที่โปร่งใส การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง และความสอดคล้องด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะในบริบทที่ AI และสินทรัพย์ดิจิทัลพัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่ารอบการกำกับดูแลแบบดั้งเดิม

โครงสร้างพื้นฐานที่มีเป้าหมาย (Infrastructure with Purpose)

การหารือนี้ ยังสะท้อนว่า นวัตกรรมที่ขาดการนำไปใช้งานจริงอาจก่อให้เกิดข้อจำกัดได้ โดยประเด็นสำคัญมุ่งไปที่แนวคิดที่ว่า การเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างแท้จริงในเอเชียจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งไม่เพียงต้องเข้าถึงได้ง่าย แต่ยังต้องมีความเข้าใจง่ายและมีต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสำหรับประชากรกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงระบบการเงินในวงกว้าง

อนาคตของระบบการเงินแบบหลายโครงข่าย (A Multi-Rail Future)

ผู้เชี่ยวชาญในเวที Policy20 ได้ฉายภาพระบบนิเวศทางการเงินในอนาคตที่มีหลายโครงข่ายทำงานร่วมกัน (multi-rail) ซึ่งประกอบด้วยเงินฝากในรูปแบบโทเคน (tokenised deposits), สเตเบิลคอยน์ และระบบธนาคารดั้งเดิมที่อยู่ร่วมกันอย่างสอดประสาน ข้อสรุปสำคัญชี้ชัดว่า อนาคตของระบบการเงินไม่ใช่การมีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นหลัก แต่คือการสร้างความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านมาตรฐานและกรอบการทำงานข้ามพรมแดนที่สอดคล้องกัน

สมดุลระหว่างการเติบโตและความปลอดภัย (Scale vs. Safety)

ท้ายที่สุด การหารือได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในระดับภูมิภาคในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความปลอดภัย แม้นวัตกรรมจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างเห็นพ้องว่า การเติบโตต้องไม่แลกมาด้วยการลดทอนการคุ้มครองผู้บริโภค เสถียรภาพทางการเงิน หรือความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นร่วมกันอย่างชัดเจนว่า “การใช้งานจริงอย่างมีความหมาย” (meaningful adoption) ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงบริการ แต่ได้กลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญ โดยให้ความสำคัญว่าความก้าวหน้าทางการเงินได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริงหรือไม่

เมื่อเวที Policy20 ดำเนินต่อไป ประเด็นสำคัญยิ่งชัดเจนขึ้นว่า เอเชียไม่ได้เป็นเพียงผู้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอีกต่อไป แต่กำลังกำหนดต้นแบบระดับโลกของการกำกับดูแลที่มีความรับผิดชอบ

 

https://www.kaosanonline.com/?p=94350

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You missed